"ผ่าน" หรือ "คว่ำ" พรรคประชาชนเรียกร้องรัฐบาล "แสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วน" หาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญ
ในวันที่ 9 ก.ค. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย แต่จะเผยแพร่มติศาลรัฐธรรมนูญผ่านเอกสารข่าว ซึ่งมติที่ออกมาจะส่งผลแตกต่างกันไป ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝ่ายค้านให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบหาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “ถูกคว่ำโดยศาล”
นายกรัฐมนตรีพร้อมทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "คดีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท" ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
วันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
คดีนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายค้าน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อ 18 พ.ค. รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
ต่อมา 24 มิ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดวันลงมติ 9 พ.ค.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านเตรียมเปิดแถลงข่าวที่รัฐสภาภายหลังทราบคำวินิจฉัย โดยระบุว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ
บีบีซีไทยขอสรุปที่มาที่ไปของคดีนี้ และผลที่จะตามมาหลังศาลมีคำวินิจฉัย
พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 9 พ.ค. 2569 มีเนื้อหา 11 มาตรา
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอาไว้ 12 บรรทัด โดยอ้างถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการอันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
"จึงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว และการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอ
📌 Kaynak
Bu haber XML kaynağından derlenmiştir. Tamamı için orijinal habere gidin.
Orijinal haberi oku →