สภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามวุฒิสภาแก้ไข ไม่นิรโทษกรรม 112
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 306 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 306 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
เมื่อสภาลงมติเห็นชอบด้วย จึงเป็นอันว่าร่างนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ก่อนการลงมติ บรรดา สส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางโดยใช้เวลากว่า 3 ชม. โดยเฉพาะเนื้อหาในมาตรา 11 ที่กำหนดให้การกระทำที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ. นี้ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีร้องขอ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด โดยใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา แต่ปรากฏว่า สว. ได้เพิ่มข้อความว่าห้าม "บังคับใช้กับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112" เข้าไป
บรรดา สส. พรรคร่วมรัฐบาลประกาศสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา เพราะมองว่าเป็นเพียงการปรับแก้ถ้อยคำ ไม่ใช่สาระสำคัญ
ขณะที่ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมระหว่าง สส. และ สว. เพื่อทบทวนสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมาและพิจารณาบัญชีแนบท้ายให้รอบคอบ
จากนั้นนายสหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่รวม ม.112 เข้าไปในการนิรโทษกรรม โดยเขาพยายามโน้มน้าวสภาว่าเหตุใดจึงควรรวมคดีนี้ให้เข้าไปอยู่ในการนิรโทษกรรมด้วย
เขาชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ม.112 ถูกใช้ในลักษณะใด ถูกใช้กับใคร "ถูกใช้เพื่อคุ้มครองสถาบันตามเจตนารมณ์ตามกฎหมายจริงหรือไม่ หรือในหลายกรณีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง" ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกลายเป็นจำเลยของรัฐ เพียงเพราะออกมาตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ หรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรพูดเรื่องนิรโทษกรรม ม.112 อย่างมีวุฒิภาวะ
นายสหัสวัตอภิปรายต่อว่า หากไม่รวม ม.112 เข้าไปในการนิรโทษกรรม ก็ไม่อาจสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ และถูกมองว่าการนิรโทษกรรมนั้น "เป็นการเลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน และเลือกมองไม่เห็นเฉพาะบางบาดแผล"
เขากล่าวต่อว่า ม.112 ไม่ได้มีปัญหาแค่เฉพาะโทษที่สูงมาก 3-15 ปี แต่ตัวเนื้อหาของกฎหมายก็เอื้อให้เกิดการตีความอย่างกว้างขวาง ทำให้มีความไม่แน่นอนอยู่ "กฎหมายนี้จึงไม่ได้ทำงานเฉพาะในศาล แต่ทำงานในความกลัวของผู้คน" ซึ่งนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษชนเรียกว่าปรากฏการณ์ทางสังคมและกฎหมายที่ผู้คนหรือองค์กรเกิดความหวาดกลัวผลกระทบที่อาจตามมา (chilling effect) ส่งผลสะเทือนทำให้ผู้คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด หรือกล้าตั้งคำถาม แม้ในเรื่องงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน บทบาทของหน่วยงานรัฐ หรือการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดได้ในระบอบประชาธิปไตย
นายสหัสวัตบอกว
📌 Kaynak
Bu haber XML kaynağından derlenmiştir. Tamamı için orijinal habere gidin.
Orijinal haberi oku →