ฟุตบอลโลก 2026 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน เหตุใดมันจึงอาจกลายเป็น "ฟุตบอลโลกที่ก่อมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์"

📌 Diğer 📰 BBC Thai 🕐 3 saat önce
ฟุตบอลโลก 2026 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน เหตุใดมันจึงอาจกลายเป็น "ฟุตบอลโลกที่ก่อมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์"

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้จัดขึ้นทั่วทวีปอเมริกาเหนือและขยายจำนวนทีมที่เข้าร่วมเป็น 48 ทีม ทว่ามันกำลังจะทำให้แฟนบอลต้องเดินทางไกลกว่าเดิมและปล่อยมลพิษสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ การได้ติดตามทีมโปรดไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วยตนเองถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต

แต่ในปี 2026 การเดินทางดังกล่าวหมายถึงการต้องออกเดินทางไกลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ใด ๆ อีกทั้งยังเป็นการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนสูงอย่างยิ่ง

ฟีฟ่าตัดสินใจจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้โดยใช้สนามทั่วทวีปอเมริกาเหนือ และยังเพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ทีม ส่งผลให้แฟนบอลบางส่วนอาจต้องเดินทางทางอากาศหลายพันไมล์ โดยการประเมินของบีบีซีสปอร์ตชี้ว่า แฟนบอลหนึ่งคนอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบได้เป็นปริมาณหลายตัน

ตัวอย่างเช่น หากแฟนบอลทีมชาติอังกฤษคนหนึ่งบินจากกรุงลอนดอนเพื่อติดตามชมการแข่งขันของทีมชาติอังกฤษทุกนัดจนถึงรอบชิงชนะเลิศ คาดว่าเขาหรือเธออาจสร้างคาร์บอนฟุตปรินต์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ราว 3.5 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนในบ้านโดยเฉลี่ยในสหราชอาณาจักรนานถึง 19 เดือน

ฟีฟ่าคาดการณ์ว่าจะมีแฟนบอลจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมชมการแข่งขันมากกว่า 5 ล้านคน และในแง่สิ่งแวดล้อม นั่นย่อมต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากยึดตามตัวอย่างของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษที่หวังจะติดตามทีมของ โธมัส ทูเคิล ตั้งแต่นัดแรกที่เมืองดัลลัสในวันที่ 17 มิ.ย. ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ในวันที่ 19 ก.ค. การต้องบินไปชมตามสนามแข่งขันต่าง ๆ ทุกสนามนั้น หมายความว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินเป็นเวลานาน

โดยรวมแล้ว แฟนบอลที่เดินทางไป-กลับจากกรุงลอนดอน เพื่อเข้าชมทีมชาติอังกฤษเตะทุกนัดนั้นจะต้องเดินทางเป็นระยะทางเกือบสองในสามของเส้นรอบวงโลก

เฉพาะในรอบแบ่งกลุ่ม แฟนบอลอังกฤษที่ตามเชียร์ทีมรักอาจต้องเดินทางไกลกว่า 1,760 ไมล์ข้ามไปมาระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

เมื่อรวมเที่ยวบินจากลอนดอน และหากรวมระยะทางในกรณีที่อังกฤษผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ระยะทางรวมก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

หากอังกฤษคว้าแชมป์กลุ่มและเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แฟนบอลจะต้องเดินทางอย่างน้อย 14,698 ไมล์ (ราว 23,650 กิโลเมตร) ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ประมาณ 3.4 ตันต่อคน

แต่หากอังกฤษเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่มและยังคงผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ระยะทางการเดินทางจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 15,385 ไมล์ (ราว 24,758 กิโลเมตร) หรือเทียบได้กับการปล่อย CO2e ราว 3.5 ตันต่อแฟนบอลหนึ่งคน

ทีมชาติอังกฤษอาจยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้แม้จะจบอันดับสามในรอบแบ่งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้คำนวณกรณีดังกล่าวในที่นี้ เนื่องจากมีความซับซ้อนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเข้ารอบและเส้นทางการแข่งขันที่เป็นไปได้หลายแบบมาก

การเดินทางโดยเครื่องบินถือเป็นรูปแบบการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด โดยก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ ธรัสต์ คาร์บอน (Thrust Carbon) ระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ราว 3.4 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่แฟน

📌 Kaynak

Bu özet BBC Thai kaynağından otomatik derlenmiştir. Tamamı için orijinal habere gidin.

Orijinal haberi oku →
← Tüm haberlere dön